เห็ดหลินจือ

ลักษณะธรรมชาติของเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือจัดเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตดีในธรรมชาติ โดยเจริญเติบโตตามโคนต้นไม้ในเขต อบอุ่นและเขตร้อน จะเจริญได้ดีบนตอไม้ที่ตายแล้ว เช่น ต้นคูน ก้ามปู หางนกยูง ยางพาราเป็นต้น

ส่วนประกอบของเห็ดหลินจือ
หมวกดอก อาจเกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ละ 3-4 ดอกที่มีโคนดอกติดกัน ดอกเห็ดเมื่อยังอ่อนอยู่ จะมีสีขาวหรือสีเหลือง กลางหมวกดอกจะมีสีน้ำตาล แต่ถ้าเจริญเติบโตเต็มที่แล้วขอบหมวกจะงองุ้มลง สีของหมวกดอกจะเข้มมากขึ้น เนื้อเยื่อภายในดอกเห็ดจะมีเส้นใยสีน้ำตาล ผิวของหมวกดอกมีลักษณะเป็น เงาคล้ายทาด้วยแชลแลคมีสีน้ำตาลแดง
ครีบดอก ใต้หมวกดอกมีลักษณะเป็นรูเล็กสีขาวหรือสีเหลืองจำนวนมาก ภายในรูเป็นแหล่งกำเนิดของสปอร์ เมื่อเจริญเต็มที่จะมีการสร้างสปอร์และปล่อยออกมามากมาย บางส่วนจะปลิวตกลงพื้นแต่บางส่วนจะ ลอยขึ้นไปปกคลุมผิวของหมวกดอก สปอร์มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาล เมื่อนำมาชิมดูจะพบว่ามีรสขม
ก้านดอก เห็ดหลินจืออาจจะมีก้านดอกหรือไม่ก็ได้ โดยเฉพาะเห็ดหลินจือที่ขึ้นตามตอไม้อาจไม่พบก้านดอก ก้านดอกอาจจะอยู่กึ่งกลางหรือค่อนไปข้างใดข้างหนึ่งของหมวกดอกก็ได้
การเพาะเห็ดหลินจือในถุงพลาสติก

สูตรอาหารสำหรับเพาะเห็ดหลินจือที่ใช้กันในประเทศไทยมีหลายสูตร เช่น

สูตรที่ 1

ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม
รำละเอียด 5 กิโลกรัม
ปูนขาว 1 กิโลกรัม
ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม
น้ำ พอประมาณ

สูตรที่ 2

ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม
รำละเอียด 3 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
น้ำ พอประมาณ

สูตรที่ 3

ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 75 กิโลกรัม
รำละเอียด 24 กิโลกรัม
ปูนขาว 1 กิโลกรัม
น้ำ พอประมาณ

สูตรที่ 4

ขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ 100 กิโลกรัม
ปูนขาว 1 กิโลกรัม
แอมโมเนียซัลเฟต(21-0-0) 2 กิโลกรัม
นำส่วนผสมข้างต้นคลุกกันแล้วปรับความชื้นให้สม่ำเสมอ หมักทิ้งไว้ 2
เดือนโดยกลับกองทุก 15 วัน เมื่อได้ที่แล้วนำมาผสมตามอัตราส่วนดังนี้
ขี้เลื่อยที่หมักดีแล้ว 100 กิโลกรัม
รำละเอียด 3 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม


เห็ดเป๋าฮื้อ


เห็ดเป๋าฮื้อ (Abalone Mushroom) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pleurotus ostreatus (FR.) Guel  หรือเห็ดหอยโข่งทะเล มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนและไต้หวัน  เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับเห็ดนางฟ้าและนางรม โดยธรรมชาติเห็ดชนิดนี้จะเกิดขึ้นทั่วไปตามเปลือกไม้หรือขอนไม้ผุ ในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย จีน พม่า ลาว และภูฐาน  ซึ่งในปัจจุบันสามารถเพาะเห็ดเป๋าฮื้อได้ผลดีทุกฤดูกาล ในทุกภาคของประเทศ ด้วยวิธีการเพาะลงในถุงพลาสติก

เห็ดเป๋าฮื้อเป็นเห็ดที่มีหมวกเห็ดเป็นสีครีมถึงสีเทาเข้ม ผิวดอกแห้งขอบหมวกม้วนงอลงเล็กน้อย ครีบใต้ดอกหมวกสีขาวถึงสีครีม บริเวณส่วนกลางดอกจะบุ๋มเล็กน้อย ก้านดอกมีขนาดใหญ่ อวบแน่นและติดกับขอบหมวกดอกด้านใดด้านหนึ่ง มีโครงสร้างที่แน่น เนื้อหนาทกรอบ เมื่อนำไปปรุงอาหารเนื้อเห็ดจะนุ่ม มีรสชาติคล้ายเนื้อไก่ จึงมักนิยมนำเห็ดเป๋าฮื้อสดมาปรุงในตำรับอาหารจีน

ก้อนเชื้อเห็ดเป๋าฮื้อจะใช้ระยะเวลาในการเดินเชื้อประมาณ 45-50 วัน สามารถพบเห็นสปอร์เห็ดเป็นจุดสีดำที่ก้อนในระหว่างการเจริญของเส้นใย(ไม่ใช่เชื้อราความพร้อมในการเปิดดอกของก้อนเชื้อเห็ดหลังจากเส้นใยเจริญเต็มก้อนแล้วอยู่ที่ประมาณ 15-20 วัน รอบการอกดอกแต่ละชุดห่างกันประมาณ 25-35 วัน เก็บผลผลิตได้ประมาณ 8-12 ชุด

การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการเกิดดอก อันได้แก่ ความชื้น  อุณหภูมิ และ แสงสว่าง

ความชื้นจะมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ดเป๋าฮื้อเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่และได้น้ำหนักมาก เพราะธรรมชาติของเห็ดเป๋าฮื้อต้องการความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศค่อนข้างสูง โดยภายในโรงเรียนความมีความชื้นอยู่ระหว่าง 80-85 เปอร์เซ็นต์ หรือรดน้ำวันละ 3-4 ครั้ง
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดเป๋าฮื้อควรอยู่ระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 36 องศาเซลเซียส เห็ดจะไม่ออกดอกหรือดอกที่ออกจะมีลักษณะแกรน มีรูปร่างผิดปกติ
แสงสว่างมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เห็ดออกดอก โดยเฉพาะการเจริญของหมวกดอก เห็ดเป๋าฮื้อชอบแสงสว่างปานกลาง หรือขนาดพออ่านหนังสือได้ หากแสงน้อยหรือไม่มีแสงเลยจะกระตุ้นการเจริญของก้านดอก  เห็ดเป๋าฮื้อที่เจริญเติบโตในที่มืด หมวกดอกจะมีสีเข้ม แต่หากเจริญเติบโตในที่มีแสงสว่างพอเหมาะ สีของหมวกดอกจะจางลง

คุณค่าทางอาหาร :

เห็ดเป๋าฮื้อ 100 กรัม ให้พลังงาน 34 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 1.0 กรัม แคลเซียม 3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 78 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 2.8 มิลลิกรัม และวิตามินซี 11 มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยา :
ต่อต้านแบคทีเรียพวกกรัมบวก และป้องกันโรคมะเร็ง และเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะได้อีกด้วย
Article Credit : maejo.com



เห็ดฟาง


เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปีเดิมคนไทยเรียกเห็ดฟางว่า เห็ดบัว เพราะมีเกิดขึ้นได้เองในกองเปลือกเมล็ดบัวที่กะเทาะเมล็ดภายในออกแล้ว ต่อมาเมื่อมีการส่งเสริมให้ใช้ฟางเพาะจึงนิยม เรียกว่า เห็ดฟาง

ชื่อสามัญ Straw Mushroom
ชื่อวิทยาศาสตร์ Volvariella vovacea(Bull. Ex.Fr.) Sing
ชื่ออื่น เห็ดบัว ภาคอีสานเรียกว่า เห็ดเฟียง
ถิ่นกำเนิด ประเทศจีน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ขึ้นตามกองฟาง ดอกตูมมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาว มีเยื่อหุ้มกระเปาะคล้ายถ้วย รองรับ ฐานเห็ดเรียกว่า ผ้าอ้อมเห็ด เมื่อหมวกเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่จะกางออก คล้ายร่ม ด้านบนของหมวกเห็ดจะสีเทาอ่อน หรือเทาเข้ม ผิวเรียบและอาจมีขนละเอียดคลุมอยู่บางๆคล้ายเส้นไหม ด้านล่างมีครีบดอกบางๆ ก้านดอกสีขาว เนื้อในแน่น ละเอียด
ฤดูกาล ตลอดปี

แหล่งปลูก สระบุรี นครนายก อยุธยา อ่างทอง สงขลา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สุราษร์ธานี และนครศรีธรรมราช การกิน เห็ดฟางนำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่นยำเห็ดฟาง เห็ดฟางผัด ต้มยำเห็ดฟาง และแกงเลียงใส่เห็ดฟาง เป็นต้น

สรรพคุณทางยา เห็ดฟางมีสาร vovatoxin ช่วยป้องกันการเติบโตของไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดปํญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจได้
คุณค่าทางอาหาร เห็ดฟาง 100 กรัม ให้พลังงาน 35 kcal โปรตีน 3.2 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม แคลเซียม 8 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม ไนอะซิน 3.0 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม

ลักษณะทั่วไปของเห็ดฟาง

สัณฐานวิทยา

เป็นเห็ดที่มีลักษณะดอกโตปานกลาง สีของเปลือกหุ้มรวมทั้งหมวกดอก มีสีขาวเทาอ่อนไปจนถึงดำขึ้นอยู่ กับสายพันธุ์ และสภาพแวดล้อม เส้นผ่าศูนย์ กลางของหมวกเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 4-12 ซม. หลังจากดอกเห็ดพัฒนาจากเส้นใยชั้น 2 มารวมกัน

รูปร่างทางสัณฐานวิทยาของเห็ดฟาง

ระยะที่ 1 ระยะเริ่มแรกจากการเกิดดอก หรือระยะเข็มหมุด (pinhead stage) หลังการโรยเชื้อเห็ดแล้ว 5-7 วัน เส้นใยจะมารวมตัวกันเป็นจุดสีขาว มีขนาดเล็ก (ที่อุณหภูมิประมาณ(28?-32?)

ระยะที่ 2 ระยะดอกเห็ดเป็นกระดุมเล็ก (tiny button stage) หลังจากระยะแรก 15-30 ชม. หรือ1 วัน ดอกเห็ดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นรูปดอกเห็ดลักษณะกลมยกตัวขึ้นจากวัสดุเพาะ

ระยะที่ 3 ระยะกระดุม (button stage) หลังจากระยะ 2 ประมาณ 12-20 ชม. หรือ1 วันทางด้านฐานโตกว่าส่วนปลายแต่ยังมีลักษณะกลมรีอยู่ภายในมีการแบ่งตัวเป็น ก้านดอกและครีบดอก

ระยะที่ 4 ระยะรูปไข่ หรือระยะดอกตูม (egg stage) เป็นระยะต่อเนื่องจากระยะที่ 3 หากมีอุณหภูมิสูงกว่า 32 ? จะใช้เวลาเพียง 8-12 ชม. ดอกเห็ดเริ่มมีการเจริญเติบโตทางความยาวของก้านดอกและความกว้างของหมวกดอก เปลือกหุ้มดอกบางลง และเรียวยาวขึ้นคล้ายรูปไข่ ส่วนมากจะมีการเก็บเกี่ยวในระยะนี้ เพราะเป็นระยะที่ให้น้ำหนักสูงสุด และเป็นลักษณะที่ผู้บริโภคนิยมรับประทานมากที่สุด รวมทั้งเป็นขนาดที่โรงงานแปรรูป (บรรจุกระป๋อง) ต้องการ

ระยะที่ 5 ระยะยืดตัว (elongation stage) หลังระยะที่ 4 เพียง 3-4 ชม. การเจริญเติบโตของก้านและหมวกดอกเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนบนสุดของเปลือกหุ้มดอกแตกออกอย่างไม่ เป็นระเบียบ (irregular) สีของผิวหมวกดอกมีสีเข้มขึ้น แต่ก้านและครีบจะเป็นสีขาวหลังระยะนี้เป็น

ระยะที่ 6 หรือระยะแก่ (mature stage) ดอกจะบานเต็มที่ มีสปอร์ ที่ครีบเป็นจำนวนมาก

รูปร่างของเห็ดฟาง (Structure of straw mushroom)

เห็ดฟางประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1.
หมวกดอก (cap หรือ pileus) มีลักษณะคล้ายร่มสีเทาค่อนข้างดํา โดยเฉพาะตรงกลางหมวกดอกจะมีสีเข้มกว่าบริเวณขอบหมวก ผิวเรียบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 4-12 ซม. ขึ้นอยู่กับอาหารและสภาพแวดล้อม

2.
ครีบ (gill) คือส่วนที่อยู่ใต้หมวกดอกเป็นแผ่นเล็กๆวางเรียงเป็นรัศมีรอบก้านดอก ดอกเห็ดที่โตเต็มที่จะมีครีบประมาณ300-400 ครีบ ห่างกัน 1 มม. หลังการปริแตกของดอกแล้ว 3-6 ชม. สีของครีบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและเข้มในที่สุด

3.
สปอร์ (basidiospore) คือส่วนที่ทําหน้าที่คล้ายเมล็ดพันธุ์ สปอร์ ของเห็ดฟางมีลักษณะเป็นรูปไข่ (egg shape) มีขนาดเล็กมาก คือมีความยาวประมาณ 7-8 ไมครอน และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ไมครอน

4.
ก้านดอก (stalk หรือ stipe) คือส่วนชูหมวกดอก เป็นตัวเชื่อมหมวกดอกกับส่วนโคนดอก และอยู่ตรงกลางหมวกดอกเห็ด มีการเรียงตัวของเส้นใยขนานไปกับลักษณะของก้านดอกที่เรียวตรงโดยส่วนฐานจะโตกว่าเล็กน้อย มีสีขาวรียบ ไม่มีวงแหวนหุ้ม ก้านดอกยาวประมาณ 4-14 ซม. และเสนผ่าศูนย์ กลางประมาณ 0.5-2 ซม.

5.
เปลือกหุ้มโคน (volva) คือ ส่วนของเนื้อเยื่อนอกสุดของดอกเห็ดมีหน้าที่หุ้มดอกเห็ดไว้ทั้งหมด ในขณะที่การเจริญของหมวกและก้านดอกเห็ดเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ส่วนเปลือกหุ้มเจริญช้าลง ทําให้ส่วนบนสุดปริแตกออก เมื่อดอกเห็ดดันเยื่อหุ้มออกมา เนื้อเยื่อจะเหลือติดที่โคนดอกเห็ดมีรูปร่างคล้ายถ้วยรองรับโคน
Article Credit : www.baanmaha.com